Kajohnpong 的个人资料@>::GodBless::<@照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
@>::GodBless::<@ไดอารี่ของผม เริ่มต้นในวันที่ฤดูหนาวมาถึง 12月25日 ผมเจอเธอในบ่ายวันหนึ่งของฤดูหนาวเธอชื่อ "คำวอน" ผมรู็จักชื่อเธอตอนที่พี่สาวของเธอเรียก ขณะที่เธอทั้งสองกำลังวุ่นกับการเปิดร้านในตอนบ่าย ขณะที่ผมเข้ามาเป็นลูกค้ามื้อเที่ยงในร้านอาหารของเธอ ผมเห็นร้านของเธอแต่ไกล เมื่อเดินมาถึงหน้าบ้าน จะเจอรั้วไม้ดัดปลูกเรียงไว้อย่างสวยงาม ประตูเลื่อนด้านหน้าร้าน มีกล่องไปรษณีย์รูปนกพิราบที่ทำจากไม้ แขวนไว้ที่มุมประตู จากประตู เป็นทางเดินที่ปูด้วยอิฐสีส้ม เรียงเ็้ป็นทางยาวจนถึงตัวร้าน ข้างทางเดินจัดเป็นสวนหญ้าเล็กๆ และมีบ่อปลาคาร์ฟ ที่อยู่ใต้ต้นชมพูพันทิพย์ ฤดูนี้มันกำลังออกดอกสวยงาม ดอกสีชมพูอ่อนๆของมันร่วงเต็มสนามหญ้า ผมเลือกนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างเพื่อที่จะรับลมหนาวยามบ่ายของเดือนธันวา เธอเดินมาหาผมพร้อมกับเมนูอาหาร เธอสวมเสื้อเนื้อบางสีขาวแขนยาว นุ่งซิ่นสีดำ ผมเธอยาวถึงกลางหลัง ถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ดวงตาของเธอมีสีน้ำตาล แก้มเธอเป็นสีชมพูอ่อน มือของผมรับเมนูมาจากมือของเธอ แต่สายตาผมไม่ได้ละจากใบหน้าของเธอเลย หลังจากที่ทานอาหารเสร็จ ผมก็ไปนั่งหน้าเค้าเตอร์ที่เธอนั่งคิดเงิน ผมถามเธอไปว่า เธอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิดเลยเหรอ เสียงของเธอตอบกลับมาว่า "เจ้า" เขาถามผมกลับว่า "อ้าย มั๊กที่นี่ กะเจ้า" ผมแทบไม่ต้องคิดถึงคำตอบ ผมพยักหน้า และก็ยังคงมองใบหน้าของเธออยู่อย่างนั้น ตอนนี้ผมรู้สึกอยากจะมาอยู่ที่ เมืองนี้เีสียจริง ผมไม่รู้หรอกว่าเมืองนี้อยู่ ณ ที่ใดของแผนที่โลก ผมเดินทางมามากมาย จนบางทีผมก็ไม่อาจจะจำได้ทั้งหมด แต่ที่ผมรู้ตอนนี้คือ ผมอยากอยู่กับเธอ ให้ยาวนานกว่านี้ ผมยังมีเรื่องที่อยากจะรู้เกี่ยวกับเธออีกมากมาย คำถามนับร้อยนับพัน กำลังรอการเอื้อนเ่อ่ย ลมหนาวพัดมาเข้ามายังในร้าน เสียงโมบายดังตามจังหวะของสายลม ...................... แล้วผมก็ลืมตาตื่นขึ้นพร้อมกับ ขยับผ้าขึ้นมาห่มกายภายใต้ความหนาวยามค่ำคืน ............ นี่ผมเพียงแค่ฝันไปใช่มั้ย ท่ามกลางความเสียดายนั้น ใบหน้าของ "คำวอน" ก็ยังคงล่องลอยอยู่ในจินตนาการของผม ผมบอกกับตัวเองในใจว่า "อย่างน้อยก็ยังได้.......ฝัน" 12月24日 ในท่ามกลางค่ำคืนที่หนาวเหน็บ เราจะก้าวข้ามความเจ็บช้ำไปด้วยกันฤดูกาลแห่งความหนาว เป็นสิ่งที่ใครๆหลายคนถวิลหา และก็มีอีกหลายคนที่เกลียดชัง ผมเป็นคนนึงที่ชอบฤดูหนาว ไม่ใช่เพราะว่า จะได้มีวันหยุดยาวๆให้ได้หยุดทำงาน หรือ ด้วยบรรยากาศแห่งความรื่นเริงใดใด แต่เป็นเพราะ กลิ่นไอของลมหนาว ที่หอบพัดนำ ความรู้สึก ความรัก ความคิดถึง ความห่วงหาอาทร ..... จากดินแดนหนึ่งมายังอีกดินแดนหนึ่ง โดยที่สายลมเหล่านั้นไม่รู้ตัว จะมีก็แต่เพียงคนที่เฝ้ารอกาลเวลาแห่งนี้ คอยดักจับความรู้สึกต่างๆ ที่มาพร้อมลมหนาว แล้วเอามารวมกับสิ่งที่รอผสมผสานให้สุขงอมขึ้นมา ลมหนาวที่พัดมาก็ไม่หนาวดังชื่อ แต่กลับมีพลังแฝงอันอบอุ่นสร้างอารมณ์ ผลงาน หรือจินตานาการที่สวยงามขึ้นมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็จะมีอีกกลุ่ม ที่อยู่ในช่วงเวลาดังกล่าว เขาไม่มีสิ่งที่รอผสมผสาน ตรงกันข้าม เขามีแต่ความเจ็บร้าว ความท้อแท้ และผิดหวัง สายลมหนาวที่หลายคนชื่นชอบนั้น ก็กลับสร้างความหนาวเหน็บ เย็นเียียบ สุดแสนจะทรมาน ทำร้ายคนเหล่านั้นอย่างทารุนได้เช่นกัน ฤดูหนาวทีมี่กลิ่นไอความรู้สึกดีดีก็กลายเป็นฤดูหนาวที่โหดร้ายไปได้ในพริบตา มีใครเคยลองคิดบ้างไหมว่า ความเจ็บปวด ท้อแท้ ผิดหวัง นั้นมาอยู่กับเราตั้งแต่เมื่อใด ผมคนนึง ตอบไม่ได้ แต่ผมพอจะบอกได้ว่า เวลาที่มันอยู่ในช่วงเวลาที่โหดร้าย พลังแห่งความฝันมันจะหายไป ลมหนาวปีนี้ เป็นลมหนาวที่ผมรู้สึกได้ถึงความเศร้า มันคงเป็นลมหนาวที่หนาวเหน็บในรอบหลายๆปีที่ผ่านมา แต่ผมก็คิดได้ว่า สิ่งที่พอจะเยียวยาให้ผมกลับมาอุ่นอีกครั้งได้ในเวลานี้ ก็คงมีเพียง.....ความฝัน ที่หล่อเลี้ยงผม ........ แล้วเราจะข้ามคืนที่หนาวเหน็บและเจ็บช้ำไปด้วยกัน 12月23日 เสียงหัวใจที่แผ่วเบากับฤดูหนาวที่ยาวนานบางทีคนเรา ถ้าลองได้นิ่งๆ แล้วลองนั่งฟังเสียงหัวใจของตัวเอง ก็จะพบกับอะไรบางอย่าง และผมก็เป็นคนนึงที่ชอบฟังเสียงหัวใจของตัวเอง เสียงหัวใจของเรา เมื่ออยู่ในห้วงเวลาชีวิตที่พบกันความราบรื่น อยู่ในสถานการณ์ปกติ มักจะเป็นเสียงปกติไม่ดังจนเกินไป เต้นแรงสม่ำเสมอ พลังแห่งการเต้นนั้น บางทีเราีก็ไม่อาจจะรับรู้ถึงความผิดปกติใดใด เวลาีที่เสียงหัวใจเต้นดังจนเรารับรู้ได้นั้น ก็คงไม่พ้นเรื่องที่ดี และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ก็คือ...... ความรัก ผมเฝ้าสังเกตถึงจังหวะ และอารมณ์์ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้ยินเสียงหัวใจดังชัดเจนมาตลอด ผมไม่เคยละเลยเสียงหัวใจของผมการเต้นของมัน กาลเวลาได้เดินทางผ่านฤดูแล้วฤดูเล่า ฤดูหนาวได้เดินทางมาเยือนผมอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนฤดูหนาวปีที่ผ่านมา ครั้งนี้เสียงหัวใจของผม มันเต้นช้าและแผ่วเบา ไร้แรงขับใดใด ผมพยายามฟังเสียงของมัน เผื่อว่า มันจะเต้นแรงขึ้น ดังขึ้นหรืออะไรก็สุดแ้ล้วแต่ แต่มันก็ยังคงแผ่วเบาอยู่เช่นนั้น ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันไหม ระหว่าง ความเหงาที่มาพร้อมกับฤดูหนาว หรือ ความรักที่ไม่มีทางออก ถึงแม้ว่าเสียงหัวใจของผมจะแผ่วเบา แต่ผมก็ไม่เคยที่จะไม่อยากฟัง การที่เราได้รับรู้ถึงเสียงหัวใจของตัวเองนั้น มันทำให้เราได้กลับมาทบทวน ไตร่ตรองเรื่องต่างๆ ในช่วงเวลานั้นๆ ถ้าเราสามารถรับรู้็ได้ถึงเสียงของมันที่แท้จริง......... คุณก็คงหาคำตอบที่เกิดขึ้นในหัวใจของคุณตอนนั้นได้เช่นกัน ่ 9月26日 รัฐประหาร ตอน โรแมนติกท่ามกลางรถถังดอกไม้ผ่านไป 1 สัปดาห์ กับเหตุการณ์สำคัญหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของเรา
ที่จะต้องมีการพูดถึงต่อๆกันไปอีกนาวนาน ชั่วลูกชั่วหลาน
มีการพูดถึงเหตุการณ์ครั้งนี้จนผมรู้สึกที่อยากจะเขียนอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนี้ในทัศนะของตัวผมเอง
บ้านเรานั้น ยึดถือ ประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน แต่การที่จะได้มานั่น ก็ต้องมีการสุญเสียอะไรๆมากมาย แลกมาเช่นกัน
และครั้งนี้ก็เป็นอีกบทหนึ่ง ที่จะถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง เพราะ เหตุการณ์รัฐประหารครั้งนี้ แตกต่างกับครั้งที่ผ่านๆมาโดยสิ้นเชิง
รัฐประหารครั้งนี้ อาจจะเป็นการรัฐประหารในอุดมคติในหลายๆชาติเลยก็ว่าได้ ที่ไม่มีการสูญเสีย หรือเหตุการณ์นองเลือด
ซึ่ง คืนที่ 19 นั้น มีการประกาศแก้เกมส์อย่างรวดเร็วโดยนายก ปลด ท่านสนธิแล้วแต่งตั้งท่านเรืองโรจน์ขึ้นมา
สมองอันเล็กของผม คิดต่อไปว่า เฮ้ยชิบหายแร้ว มีทหารสองกลุ่ม คืนนี้ เลือดนองพระนครแน่ๆ
แต่ขอโทษเถอะไพร่ฟ้า ไม่มีเร้ย ยันตี3 ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรง คณะปฏิรูป เข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดอย่างสงบ
ไม่มีการปะทะกันของทั้งสองฝ่ายเลย ผมตื่นมาพร้อมกับติดตามข่าว รถถังเต็มเมือง มีประชาชนเอาดอกไม้มามอบให้เหล่าทหาร
เฮ้ยอะไรวะเนี่ย รัฐประหารหรือ งานวันเด็ก เอารถถังมาโชว์ ยืนถ่ายรูป มอบดอกไม้ ทหารยิ้มสวยมากๆ
แล้วก็มีกระแสที่ไม่เห้นด้วยกันการกระทำครั้งนี้ของ คณะปฏิรูปว่า เป้นการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง ทั้งๆที่เราสุญเสียเพื่อได้มันมา
และเรียกร้องอะไรต่างๆอีกมากมาย
ในส่วนตัวผมแล้ว ผมมองว่า การรัฐประหารครั้งนี้ เจตนารมณ์ที่แท้จริงนั้นคือ
ต้องการเห็นความสมานฉันท์ของคนกลุ่มใหญ่สองกลุ่มที่ สนับสนุนและไม่สนับสนุนนายกทักษิณ
และต้องการล้มล้างระบอบทักษิณเพียงเท่านั้น ไม่ได้ต้องการเอาตัวเองเข้ามาบริหารประเทศแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าการรัฐประหารจะดูเป็นการใช้อำนาจเผด็จการก็ตาม ผมก็มองว่า สุดท้ายแล้ว ก็จะทำให้รัฐธรรมนูญของเราแข็งแรงขึ้น มั่นคงขึ้น
ลดจุดบกพร่องลงไป ตามเหตุการณ์ของบ้านเมืองที่เป็นตัวแปรสำคัญของการเปลี่ยนเปลง
ดังนั้นเวลานี้ผมมองว่าเราก้คงทำได้อย่างมากเพียงรอ และรอ
ไม่ผิดที่เราจะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เราไม่ชอบเราแสดงออกมาได้ แต่ ในเมื่อบ้านเมืองอยุ่ในช่วงหาทิศทาง
ผมอยากให้แสดงความคิดเห็นอย่างมีขอบเขต แสดงไว้เพื่อเป็นข้อคิด ไม่ใช่เพื่อความแตกแยกที่จะเกิดขึ้นอีก
ทุกคนก็อยากเห็นประเทศเราสงบสุขและมีแต่สิ่งดีดี ความคิดของคนเรานั้นก็มีหลากหลาย
การที่จะทำอะไรให้ถูกใจทุกคนนั้นคงเป็นไปไม่ได้ แต่หวังว่า ผ่านเหตุการณ์ครั้งนี้ไปอะไรๆ มันก็คงจะดีขึ้น
แต่ถ้าไม่ดีขึ้นนั้นก็อย่าไปตกใจกับมัน เพราะมันก็จะสร้างกระบวนการที่แข็งแรงขึ้นมาอีกเป็นลำดับ
สิ่งที่น่ายินดีกว่าเป็นไหนๆก็คือเรามีพระมหากษัติรย์ที่สุดยอดรวมใจคนไทยเราเป้นหนึ่งได้นี่สิ น่ายินดีกว่าเป็นไหนๆ
สุดท้าย มีคำฝากมาจากคณะปฏิรูปการปกครงในระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาถึงพวกเราประชาชนว่า
"รักนะ.....เด็กโง่"
อยากโผผินบินโบกบนท้องฟ้า
เพื่อแผ่อ้าปีกเสรีได้ดังหวัง
แต่ทว่าเสียงฟ้าร้องยังคงดัง
เหล่าอหังยังลอยหน้าอยู่ร่ำไป
ได้แต่รอ ร๊อ รอ อยู่แบบนี้
รอคนดีที่เฝ้าหวังอยู่ที่ไหน
คนนั้นเด่นคนนั้นดีว่ากันไป
จะเป็นใครขอให้พร้อมทำเพื่อเรา
หลังพายุถาโถมโหมกระหน่ำ
ดินชุ่มฉ่ำพรรณไม้แตกหน่อเถาว์
ฟ้าสดใสดาวพร่างพรายสายลมเบา
ถึงคราวเราจะโบกปีกแห่งเสรี
1月19日 ดวงตาของเด็กนน้อยนั้นมีโลกกว้าง ตอนที่1ผ่านวันเด็กมาได้ไม่กี่วัน บรรยากาศเกี่ยวกับเด็กๆก็ยังคงวนเวียนอยู่รอบๆตัวของผม
วันนี้ ผมมีเรื่องของเด็กๆระแวกบ้านผม ที่อยากจะเอามาเล่าให้ฟัง
บางครั้งผู้ใหญ่อย่างเราๆ มักจะคิดว่า เด็กๆนั้นทำอะไรก็ดูจะไม่น่าสนใจ หรือ กระบวนการทางความคิดของเขา
ยังขาดบางสิ่งบางอย่าง บางทีเราคิดว่าเราเข้าใจเด็ก แต่หลายๆครั้งที่เราคิดนั้นผิด
กระบวนการความคิดของเด็กนั้นเป็นกระบวนการคิดเพียงชั้นเดียวอย่างเก่งก็ สองชั้นแล้วแสดงออกมา
การแสดงเหล่านั้นบางทีก็เรียกรอยยิ้ม หรือเสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ได้อย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัวเลยทีเดียว
วันนี้ผมมีเด็กในคอนโทรลแถวบ้านผมมาให้รู้จักกันนะครับ
สิ่งที่ผมสังเกตนั้นเป็นเวลาในช่วง 1อาทิตย์ที่ผ่านมา เพราะเราเพิ่งจะมาสนิทกันด้วยธุรกิจบางอย่าง
อันดับแรกขอแนะนำคาแร็กเตอร์ของพวกเขาแต่ล่ะคนก่อน เพื่อให้พอมองเห็นภาพของแต่ล่ะคน
1. อาร์ท เด็ก อนุบาล 1 ตัวเล็กหัวโต ขี้แย ไม่ชอบใส่รองเท้า และเด็กที่สุดในแก๊งค์
2. ป่าน เด็ก อนุบาล 3 เป็นเด็กพิเศษหรือที่เรียกกันว่า ออทิสติก ตัวโต ย้ำคิดย้ำทำย้ำพูด และฉลาดเป็นกรด
3. อาร์ม เด็ก ป.2 ตัวเล็กใจสู้ สดใสร่าเริง แก่นเซี้ยว และสุดแสบ
4. โอ๊ต ป.2 คู่หูกะอาร์ม รูปร่างคล้ายกัน เงียบขรึม ยิ้มยาก แต่เล่นกีฬาเก่ง
5. ลิฟ ป.4 เป็นเด็กเรียบร้อย ไม่ดื้อ พูดจารู้เรื่อง หรืออาจจะดื้อเงียบ
6. เฟี๊ยต ป.6 ตัวใหญ่มาก หน่อมแน้ม ทื่อๆ แต่สดใสร่าเริง
ผมได้รู้จักและสนิทกับเด็กกลุ่มนี้เนื่องจาก ผมเปิดร้านเกมส์ แล้วพวกนี้เขาเป็นลูกค้า จะเรียกว่าขาประจำเลยก็ว่าได้
แทบทุกเย็น พอกลับมาจากรร. จะรีบทำการบ้านให้เสร็จ(เป็นหนึ่งในข้อตกลงของร้านผมกับเด็กๆในวันธรรมดา)แล้วมาเล่นเกมส์ที่ร้าน
วันแรกของการเปิดร้านผม ราวบ่ายสามโมง พวกนี้วิ่งกันมาแต่ไกลจากหน้าตลาดพร้อมเสียง "ร้านเกมส์เปิดแล้วๆ เย้ๆ"
ตรงดิ่งมายังร้านผม ต่างคนต่างจองทีวี หาเกมส์กันอลหม่าน แต่ผมกับเบรกอย่างเสียงดังไปว่า มีการบ้านกันมั้ย ถ้ามีไปทำก่อนแล้วค่อยมาเล่น มีเสียงสอดออกมา "ทีร้านโน้นไม่เห็นต้องทำก่อนเลย" เสียงนี้มันน่าเขกกะโหลกจริงๆ ทำเป็นหัวหมอดีนัก บางคนคิดช้าบางคนคิดไวต่างกัน มีเสียงตอบมาอีกว่า "วันนี้ไม่มีการบ้านครับ" เจ้าของเสียงคือ ป่าน ผมก็ถามต่อ เรียนยังไงไม่มีการบ้าน เจ้าป่านก็ยังยืนยันกับผมว่าไม่มีจริง ผมไม่เชื่อ สักพักเด็กๆก็แยกย้ายไปเปลี่ยนชุด เป็นเวลาราวๆ 20 นาที
มาเลยครับ ถือสมุดกางมาแต่ไกล คนล่ะเล่ม "พี่ต้นๆ ทำการบ้านเสร็จแล้ว ดูเลย" ผมก็ดูในตัวการบ้านของอาร์ม โอ้โห ป.2 การบ้านภาษาอังกฤษ ไมยากงี้วะเนี่ย มันศัพท์มัธยมเลยนะเนี่ย อดดีใจไม่ได้ว่า บ้านเราพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเจริญก้าวหน้าไปมาก จนมาฉุกคิดแปลกใจตอนดูการบ้านของอาร์ท ที่เป็นเด็กอนุบาล ทำไม การบ้านคณิตศาสตร์ยากจัง ผมเลยเอะใจ พลิกดูหน้าปกสมุด โอโห อึ้งครับขอบอก ชื่อสมุดเป็นเด็กผู้หญิง เรียนอยู่ชั้น ม. 1 เอาล่ะสิ ไอ้เจ้าแก๊งค์นี้มันแหกตาผมเข้าแล้ว คราวนี้เปิดดูทุกเล่มเลย แหม มันน่าเขกกบาลเหลือเกิน ผมดุทุกคนในวันนั้น และสร้างข้อตกลงระหว่างเรากันใหม่ว่า ถ้าต่อไปพี่ต้นรู้ว่า ใครโกหกพี่อีก ห้ามเข้ามาในร้านเด็ดขาด ร้านนี้ไม่ชอบคนโกหก
แต่วันนั้นก็ให้เด็กๆเล่น ถือว่าประเดิมร้าน แต่ยังมีประเด็นที่ผมก็เกิดอยากรุ้ ว่าใครเป็นคนต้นคิด ยุทธการครั้งนี้ พวกคุณคงเดาไม่ถูกล่ะสิ ผมยังผิดเลย ผมคิดว่า อาร์ม สุดแสบ แต่ไม่ใช่ครับ แม่ทัพครั้งนี้เป็น อาร์ท อนุบาล1 พระเจ้าช่วย!!!!
ผมนั่งมองดูดวงตาของเด็กเหล่านั้นเวลาเขาเล่นเกมส์ ในดวงตาที่เบิกโพรง ผมเห็นโลกอีกใบนึงอยู่ในนั้นมันช่างสดใส และน่าอยู่มากๆครับ
เด็กน้อยเล่าเรื่องราว ความฝัน
ส่งผ่านตาคู่นั้น สดใส
เห็นเส้นทางเธอฉัน ใต้ฟ้า ยาวไกล
จะจูงมือกันไป ตามฝัน วันเยาว์
พระคุ้มครอง 1月17日 ปฏิสนธิวันนี้เพิ่งจะสมัคร ทำไอ้แบบนี้ได้ ดีใจมากเลย ยะฮู้ววววววว์
จะได้มีที่ระบายอารมณ์ละวุ้ย เอาไว้เป็นที่ปลดปล่อยอะไรๆต่อมิอะไรละกันนะ
อาจจะมีทั้ง เรื่องดี เลว ขำ เศร้า รัก โลภ โกรธ หลง มั่วๆกันอยู่ในนี้ แต่ที่แน่ๆ คือ มาจากก้นบึ้งเลยล่ะ ขอบอก
แฟนคลับที่เข้ามาอ่านก็ อย่าคิดมากนะขำขำเพลินละกัน
สายลมแห่งความหนาว พัดมา
หอบหิ้วพร้อมนำพา หารัก กาลเวลาเฝ้าฟูมฟัก ต้นรัก ก่อเกิด พริ้งเพริศแตกกอใหม่ ให้เฝ้า ทนุถนอม พระคุ้มครอง |
|
|||
|
|